กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมปฏิบัติการ ‘ยุทธรัฐ‘บูรณาการตรวจค้น 3 จุด พื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ ขยายผลตรวจสอบนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าวอำพรางแหล่งที่มาของเงินทุน และกลุ่มเสี่ยงนอมินี เร่งตรวจสอบเชิงลึก หากพบผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
(กรุงเทพฯ : 9 ต.ค.69) นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า รัฐบาล มอบหมายให้กรมฯ ทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยนำวิถี’ ในการชี้เป้าและตรวจสอบ การกระทำความผิดของชาวต่างชาติที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนในการประกอบธุรกิจ หรือ นอมินี และให้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวให้หมดสิ้นไปเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
ล่าสุด กรมฯ ลงพื้นที่ตามปฏิบัติการ‘ยุทธรัฐ’ พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมการจัดหางาน กรมที่ดิน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นการขยายผลจากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติจากอิสราเอลเป็นสัญชาติไทย ได้กระทำการที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
นาย กิตติวัฒน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กำหนดเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจุดที่ 1 มูลนิธิชาบาดกรุงเทพ บริเวณเขตพระนคร พบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 3 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน
จุดที่ 2 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด บริเวณเขตบางรัก พบพยานหลักฐานที่สำคัญ อาทิ เอกสารการจดทะเบียนมูลนิธิ/สมาคม เอกสารการรับบริจาคเงิน บัญชีรายชื่อสมาชิก เอกสารการซื้อขายที่ดิน การก่อสร้างอาคาร การยื่นเสียภาษี การดำเนินกิจการของชาบาดเฮ้าส์ ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร กิจการโรงแรมหรือที่พักแรม รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกันกว่า 61 บริษัท ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีบุคคลกลุ่มเดียวกันปรากฏชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายแห่ง ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ
จุดที่ 3 ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย บริเวณเขตคลองเตย พบต่างด้าวสัญชาติลาว จำนวน 2 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน”
กรมฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาการประกอบธุรกิจและสถานะของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว โดยพบว่า มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว หรือมีเจตนาอำพรางที่มาของแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว หรือมีเจตนาอำพรางที่มาของแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจที่เป็นเงินของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแบ่งพฤติการณ์ได้ 2 รูปแบบคือ
1) นิติบุคคลที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว 2 ราย หนึ่งรายมีสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทเป็นคนต่างด้าว 51 % และคนไทย 49 % ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นบัญชีท้ายที่หนึ่ง ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจนี้โดยเด็ดขาด และอีกรายเป็นคนต่างด้าว 99.99 % และคนไทย 0.01 % ประกอบธุรกิจการจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ซึ่งเป็นธุรกิจบริการอื่นตามบัญชีท้ายที่สาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
จากการตรวจสอบจากระบบขอใบอนุญาต/หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจต่างด้าว (e-Foreign Business) ‘ไม่พบว่าได้รับหนังสือรับรองหรือใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ’ ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้
2) นิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี (คนต่างด้าวถือหุ้นไม่ถึง 50%) จำนวน 33 ราย จากการตรวจสอบพบว่า มีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ บริการให้คำแนะนำและปรึกษาการลงทุน และธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งธุรกิจดังกล่าว หากคนต่างด้าว จะประกอบธุรกิจต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้
โดยขณะนี้ กรมฯ ได้ออกหนังสือเรียกกรรมการและผู้ถือหุ้นเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการลงทุน สำหรับนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ในรูปแบบที่ 1) และ 2) ตามที่กล่าวมา หากพบว่ามีการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
นาย กิตติวัฒน์ กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลเชิงลึกยังได้พบความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลและกลุ่มเครือข่ายดังกล่าว รวมทั้งพบความเชื่อมโยงของผู้ทำบัญชีที่สังกัดสำนักงานรับทำบัญชี โดยมีกรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยของสำนักงานบัญชีบางรายเข้าไปมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทกลุ่มเป้าหมายหลายบริษัทด้วย ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรมฯ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป





