“เอกนิติ” ผนึกกำลัง กกร. ขยับอันดับแข่งขันไทย 20 ของโลกภายใน 4 ปี มุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้ว
2
Play Video

สภาอุตสาหกรรมฯ  ( 21 กันยายน 69)  — รองนายกฯ “เอกนิติ” เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจกับกลไก กรอ.  เดินหน้า Reinvent Thailand   ลงทุน 30% ของ GDP  เร่งเปลี่ยนข้อเสนอภาคเอกชนสู่แผนฃปฏิบัติ เสนอนายกฯอนุทินภายใน 1 เดือน 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การหารือครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมมุมมองและข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย หรือ “กองหน้า” ได้แก่

1. เกษตรและการแปรรูปอาหาร

2. ยานยนต์

3. การค้าปลีกและการค้า

4. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

5. การแพทย์และเวลเนส

6. การท่องเที่ยว

7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์

การขับเคลื่อน Reinvent Thailand ยังสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจ าปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกหรือ IMF–World  Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งเป็นโอกาสส าคัญในการน าเสนอศักยภาพ ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580   โดย กรอ. ตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไมต่ำกว่า 3% ต่อปี ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led  Growth พร้อมทั้งผลักดันสัดส่วนการลงทุนอย่างน้อย 30% ของ GDP และตั้งเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก

“ภาคเอกชนถือเป็น ‘กองหน้า’ ของทีมเศรษฐกิจไทยที่มีบทบาทส าคัญในการลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องบูรณาการการท างานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ระหว่าง ‘กองหน้า’ ใน 7 กลุ่มมธุรกิจเป้าหมาย และ ‘กองกลาง’ ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน  ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ขณะที่ภาครัฐพร้อมท าหน้าที่สนับสนุน ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการแข่งขัน โดยทุกภาคส่วนต้องท างานเป็นทีมเดียวกันเพื่อเร่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงให้เร็วที่สุด”

ดร.เอกนิติ ยังเน้นย้ำว่า “ผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องเชื่อมโยงการลงทุนและโอกาสจากตลาดโลกไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ สร้าง local champion ดึง SME ไทยเจ้าสู่ supply chain ของเศรษฐกิจใหม่ สร้างการจ้างงานในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกระจายโอกาสแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการฟื้นตัวแบบ k-shape อีกด้วย การประชุมวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการนำแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริง”

ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะเชื่อมโยงคณะท างาน Reinvent Thailand ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นระบบ มีหน่วยงานเจ้าภาพ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง  ในการหารือครั้งนี้ ดร.เอกนิติ พร้อมด้วยประธานคณะทำงานกองกลางทััง 4 ด้าน ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นโดยตรงกับคณะท างานกองหน้า 7 กลุ่มมธุรกิจจากภาคเอกชน เพื่อให้การก าหนดนโยบาย มาตรการ  และโครงการลงทุนต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบต้องแต่ต้นนำถึงปลายน้ำ  แนวทางดำเนินงานจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

* Stabilize Today แก้ไขปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคที่กระทบต่อภาคธุรกิจ

* Transition Now สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่

* Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว  พร้อมเร่งคัดเลือกข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือ Quick Wins ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง  โดยกำหนดเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมติดตามและรายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ

นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ต้องการให้ Reinvent  Thailand เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น  “หัวใจสำคัญจากนี้ คือการนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจนพร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนทั้ง  3 สถาบันพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่ายเพื่อร่วมกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องทำงานประสานกันทำกองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีพลังและมีเสถียรภาพ”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  การเดินหน้า Reinvent Thailand ต้องท าให้ผู ้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจในภูมิภาค สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง  “ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้ง ด้านเกษตรและอาหาร การค้า การท่องเที่ยว สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สิ่งที่ต้องเร่งด าเนินการคือการลดต้นทุน ยกระดับผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นโดยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน”

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยต้องสร้างการเติบโต จากทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ เร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ไทยมีความได้เปรียบ   การดึงดูดการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับ Local  Content พัฒนาทักษะระดับสูง และมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด และมีต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมูลค่าสูง”

ในที่ประชุม ภาคเอกชนจาก 7 กลุ ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand ได้ฉายภาพแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งการลงทุนและยกระดับการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้าและบริการมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐานและสร้างแบรนด์ไทย ตลอดจนเชื่อม ผู้ประกอบการไทยต้องแต่เกษตรกร SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ากับ OEM ผู้ค้าปลีก Technology Partners และผู้ ซื้อรายใหญ่

เพื่อสร้างตลาดและยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบ  Traceability และ Digital Infrastructure การทดลองโครงการน าร่องในสาขาที่มีศักยภาพ และการขยายตลาดต่างประเทศผ่าน Trade Mission, Business Matching เครือข่ายผู้จัดจ าหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งให้โครงการต่าง ๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจและการลงทุน

กกร. และรัฐบาลจะร่วมกันจัดล าดับความส าคัญของข้อเสนอจากทั้ง 7 กลุ่มมธุรกิจ โดยพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของกองกลางทั้ง 4 ด้าน และมาตรการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังแยกเป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงโครงสร้าง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลต่อการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างงาน และการยกระดับรายได้ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือครั้งนีนับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจาก “การหารือ” ไปสู่ “การลงมือท า” โดยภาครัฐและภาคเอกชนจะท างานร่วมกันในฐานะทีมเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกองหน้า 7 กลุ่มมธุรกิจ กองกลาง 4 ด้าน และกองหลังด้านเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง เพื่อสร้างการเติบโตที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่นแข่งขันได้ และยั่งยืน.-

- Advertisement -
เศรษกิจ-การเงิน
แกลลอรี่
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
เศรษกิจ-การเงิน