ใครบอกว่าตลาดทุน มันมีแต่คนหากำไรใส่ตัว ใครจะมาสนใจความยั่งยืน?”
ผมตอบกลับไปทันทีว่า “ผิดถนัด!” เพราะวันนี้…ตลาดทุนไทยกำลังเปลี่ยนสนามจาก “หากำไรระยะสั้น” มาเป็น “สร้างคุณค่าระยะยาว” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คำถามไม่ใช่ “จะทำหรือไม่ทำ” อีกต่อไป แต่คือ “จะทำอย่างไรให้เงินทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนได้จริง” และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ ก.ล.ต. กำลังขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
ข้อมูลคุณภาพ = รากฐานของทุกอย่าง
ผมมักพูดเสมอว่า “จะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้ก่อนว่ากำลังลงทุนในอะไร”
วันนี้ภาคธุรกิจไทยกำลังถูกยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ครั้งใหญ่ ผ่าน แบบ 56-1 One Report ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ISSB ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลความยั่งยืนเข้ากับ ผลประกอบการด้านการเงิน ตรง ๆ ไม่ใช่แค่เขียนสวย ๆ ว่า “เรารักโลก” แล้วจบ แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าความยั่งยืนนั้นแปลงเป็นตัวเลขทางการเงินได้จริง
พร้อมกันนั้น ยังมีการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วม ESG Rating เพื่อให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบข้อมูลได้ นี่คือการเปลี่ยน “คำสวยหรู” ให้กลายเป็น “ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้”
Thailand Taxonomy = แผนที่นำทาง ไม่ใช่แค่ไฟจราจร
หลายคนอาจคิดว่า Thailand Taxonomy เป็นแค่การติดป้ายสีเขียว-เหลือง-แดงให้ธุรกิจ แต่ผมมองว่านี่คือ “แผนที่นำทาง” ที่ทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
· 🟢 สีเขียว = กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า
· 🟡 สีเหลือง = กิจกรรมที่กำลังปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
· 🔴 สีแดง = กิจกรรมที่ต้องทยอยลดลง
สำหรับผู้ลงทุน…นี่คือคำตอบว่า “เงินของฉันกำลังไหลไปสนับสนุนอะไร” สำหรับภาคธุรกิจ…นี่คือ “กระจกส่องตัวเอง” ว่าอยู่ตรงไหนของเส้นทางการเปลี่ยนผ่าน
ESG Bond = เครื่องยนต์เงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
มาถึงหัวใจสำคัญ นั่นคือ “เงินทุน” วันนี้ตลาดทุนไทยมีเครื่องมือหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond, Sustainability-linked Bond (SLB) และที่สำคัญ ไม่จำกัดอยู่แค่บริษัทจดทะเบียนหรือสถาบันการเงินอีกต่อไป แต่ขยายไปถึง บริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐ
ตัวเลขที่ผมอยากให้ทุกคนจับตา คือ… “ใน 6 เดือนแรกของปี 2569 การระดมทุนผ่านตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนมีมูลค่ารวม 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน”
ตัวเลขนี้บอกอะไร?
บอกว่า “ตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังเติบโตจริง” และที่สำคัญ ก.ล.ต. ยังไม่หยุดแค่นั้น ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่าง Transition Bond และ Thailand Amber Bond เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจที่ยังไม่ “เขียวเต็มตัว” แต่มีแผนเปลี่ยนผ่านชัดเจน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ นี่คือการเข้าใจความจริงว่า…การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องขาว-ดำ แต่เป็นกระบวนการ
ผู้ลงทุนก็เป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” ไม่ใช่แค่ “ผู้ตาม”
ผมอยากย้ำตรงนี้ให้ชัด ๆ หลายคนเข้าใจผิดว่า “ลงทุน ESG” = “ลงทุนแล้วได้บุญ ไม่ต้องดูผลตอบแทน” ผิดถนัด! การลงทุนยั่งยืน ไม่ใช่การไม่มีความเสี่ยง และ ไม่ใช่การเห็นคำว่า ESG แล้วซื้อทันที
ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องถามตัวเองว่า…
· ลงทุนในอะไร?
· คัดเลือกสินทรัพย์อย่างไร?
· เงินจะถูกนำไปใช้กับอะไร?
· ผลตอบแทนมาจากไหน?
· ความเสี่ยงและเงื่อนไขคืออะไร?
· เหมาะกับเป้าหมายและความสามารถรับความเสี่ยงของเราหรือไม่?
สำหรับผู้ลงทุนที่มีมุมมองระยะยาว SRI Fund หรือ “กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน” เป็นอีกทางเลือกที่เชื่อมเงินทุนไปสู่บริษัทที่มีธรรมาภิบาล
ต้องเข้าใจก่อนว่า “ความยั่งยืน” ≠ “ไม่มีความเสี่ยง”
ETS และ Carbon Credit = กลไกใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนเกม ยังมีอีกเรื่องที่ผมจับตามองอย่างใกล้ชิด นั่นคือการพัฒนาระบบ ซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. Climate Change
พร้อมกับการซื้อขาย Carbon Credit ในตลาดรอง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เกิด “ราคาคาร์บอน” ที่ชัดเจนขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและสภาพคล่อง และนั่นคือเครื่องมือสำคัญที่จะพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ได้จริง
ตลาดทุนไทยกำลัง “เปลี่ยนสนาม”
ผมอยากปิดท้ายด้วยความจริงข้อหนึ่งว่า… “การขับเคลื่อนตลาดทุนด้านความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง” ต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และผู้ลงทุน
วันนี้ตลาดทุนไทยกำลังขยับจาก “สนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศทางการเงินที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจทั้งระบบ” และสำหรับผู้ลงทุน…สิ่งสำคัญที่สุดคือ “รู้ว่ากำลังลงทุนอะไร เข้าใจความเสี่ยง และเลือกให้เหมาะกับตัวเอง”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว…ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของโลก แต่เป็นเรื่องของทุกคน และถ้าเราตัดสินใจได้อย่างรู้เท่าทัน…เราจะยั่งยืนไปด้วยกันทั้งระบบ.- ปรีชา มีชำนาญ (อ้างอิงฐานข้อมูล จาก สำนักงาน ก.ล.ต.)
