TDRI แกะพิมพ์เขียว PDP 2026 ไฟฟ้าไทยกำลังไปทางไหน
11

ค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่าย ทิศทางพลังงาน และการก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย กำลังถูกตัดสินผ่าน “พิมพ์เขียว” การผลิตไฟฟ้าของประเทศ นั่นคือ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP 2026)

หลังจากการรอคอยยาวนานกว่า 8 ปี ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางโจทย์พลังงานที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งความจำเป็นต่อการเดินไปสู่เส้นพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการลงทุนในโลกยุคใหม่ รวมทั้งวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ Geopolitics และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Data Center

ร่างแผน PDP 2026 นี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศที่กำหนดว่าระบบไฟฟ้าของไทยว่าจะเดินไปทางไหนในอีก 25 ปีข้างหน้า 

หลังผ่านพ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงร่างแผนก่อนเสนอในขั้นตอนถัดไปนั้น ทีดีอาร์ไอชวน ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP 2026 มาพูดคุยผ่านคำถามใกล้ตัวที่คนทั่วไปอยากรู้ เพื่อทำความเข้าใจว่าเบื้องหลังแผนฉบับนี้มีโจทย์อะไร และการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าและต้นทุนในอนาคตอย่างไร

ร่างแผน PDP 2026 นี้ มีเรื่องไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา

เรื่องแรกคือ ค่าไฟ เพราะร่าง PDP มีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าค่อนข้างมาก ซึ่งการปรับสัดส่วนดังกล่าวจะส่งผลต่อต้นทุนของเชื้อเพลิงในการใช้ผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าโดยตรง แผนนี้มีแนวทางลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือ LNG ในการผลิตไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงมีโอกาสทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลง 

อย่างไรก็ตาม ยังมีต้นทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่ต้องพิจารณาด้วย ดังนั้น ในช่วงแรกของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เราอาจยังไม่เห็นค่าไฟฟ้าลดลงอย่างชัดเจน แต่ในระยะยาว เมื่อระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น ต้นทุนในส่วนนี้ก็จะถูกลง ซึ่งจะเอื้อให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้

อันดับที่สองคือ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทางด้านพลังงานและความมั่นคงด้านราคา เมื่อเราพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากทรัพยากรภายในประเทศมากขึ้น ก็จะช่วยลดการนำเข้า LNG ทำให้เราพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศน้อยลง และลดความผันผวนของราคาพลังงานที่เกิดจากการนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้ระบบพลังงานมีเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น

กี่ปีจึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังปี 2580 สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเกิน 50% ดังนั้นแนวโน้มของราคาค่าไฟจะลดลงประมาณปี 2580 

PDP เป็นแผนระยะยาว 25 ปี แต่หากระหว่างนี้ มีความท้าทายหรือความเสี่ยงใหม่ ๆ เกิดขึ้น แนวทางการรับมือเป็นอย่างไร

แผนระยะยาว 25 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้แผนเดิมโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยแผนจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 5 ปีค่อนข้างจะกำหนดไว้ชัดเจนจนถึงปี 2573 หลังจากนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์หรือฉากทัศน์ (Scenario) นอกจากนี้ ยังมีตัวที่เรียกว่า เงื่อนไขที่ใช้พิจารณาทบทวนแผน (Trigger) ซึ่งกำหนดไว้ว่า หากเกิดปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่างขึ้น เราจะต้องกลับมาพิจารณาว่าควรปรับแผนหรือไม่

ตัวอย่างเช่น SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นหลังปี 2580 โดยมีแผนเริ่มต้นในปี 2580 แต่หากถึงเวลานั้นพบว่าต้นทุนยังสูง หรือเทคโนโลยียังไม่สามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในระดับใหญ่ได้ ก็อาจต้องเลื่อนการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมาใช้ ดังนั้น แผนจึงต้องมี Trigger เพื่อประเมินว่า เมื่อถึงเวลานั้นเราจำเป็นต้องปรับแผนหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย

หากมองไปข้างหน้า 10 ปี อาจารย์คิดว่าเราควรเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง

ข้อหนึ่งคือ ต้องเห็นการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ปัจจุบันเรามีสัดส่วนอยู่ประมาณ 10% แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า น่าจะต้องเห็นสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ได้ และยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งการดึงดูดการลงทุนสีเขียวและการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะหากเราไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้ ก็จะทำให้เราแข่งขันกับต่างประเทศได้ยากขึ้น

นี่จึงเป็นการบ้านของภาครัฐที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในแต่ละช่วงของแผน ซึ่งจริง ๆ ในช่วง 5 ปีแรกก็ควรต้องเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว

ในร่าง PDP มีอยู่ 4 ทางเลือกที่จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียน มองว่าทางเลือกไหนเหมาะสมที่สุด

4 ทางเลือกการเปลี่ยนผ่านในร่างแผน PDP 2024 จริง ๆ แล้วอยากให้พิจารณาระหว่างทางเลือกที่ 3 กับ 4 โดยมองว่าหลังปี 2580 เป็นต้นไป หากเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น ก็สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจว่าจะเดินไปในทางเลือกใด ยกตัวอย่างเช่น หากหลังปี 2580 เราพบว่าเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS ยังมีต้นทุนสูง เราอาจต้องเลือก ทางเลือก 3 แต่ถ้าต้นทุน CCS ลดลงจนเทคโนโลยีสามารถแข่งขันได้ ก็อาจเลือก 4 ได้ นี่คือสิ่งที่เราอยากให้ทั้ง ทางเลือกที่ 3 และ 4 เป็นทางเลือกที่สามารถปรับตามสถานการณ์ได้

แต่ถ้าต้องเลือกเพียงทางเลือกเดียว อาจเลือกทางเลือก 4 เพราะเมื่อพิจารณาแล้วทางเลือก 4 สามารถตอบโจทย์เรื่องสมดุลพลังงานได้ทั้งในด้าน ความมั่นคง ราคา และความยั่งยืน รวมถึงการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเรื่องความมั่นคงทางเลือก 4 ยังมีโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นกำลังผลิตที่ช่วยเสริมความมั่นคงในช่วงแรก ซึ่งเป็นช่วงที่พลังงานสะอาดยังมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพ

ส่วนเรื่องราคาไม่ได้แตกต่างจากทางเลือก 3 มากนัก โดยความแตกต่างอยู่เพียงเล็กน้อยในจุดทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกัน ขณะที่ในเรื่องความยั่งยืนทางเลือก 4 มีสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดประมาณ 73% ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero และช่วยรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการดึงดูดการลงทุนสีเขียว

ในทางกลับกันทางเลือก 3 มีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนในการบริหารจัดการระบบให้เกิดเสถียรภาพค่อนข้างสูง เพราะมีสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดสูงมากถึงประมาณ 90% นั่นหมายความว่าเราจะพึ่งพาพลังงานที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศมากขึ้น จึงต้องมีการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ค่อนข้างสูง คล้ายกับเราก็รอดูเทคโนโลยีในอนาคตด้วย

ใช่ ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าต้นทุนการดักจับคาร์บอนอยู่ที่ประมาณ 135 เหรียญต่อตัน และคาดว่าในอนาคตต้นทุนน่าจะลดลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าถึงปี 2580 แล้วต้นทุนไม่ได้ลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจต้องกลับมาพิจารณาว่าควรเลือกทางเลือก 3 หรือไม่ เพราะหากเรายังคงใช้เทคโนโลยี CCS ที่ยังไม่สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่และมีต้นทุนสูงในทางเลือก 4 ก็อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

แล้วระหว่างที่เรารอให้เทคโนโลยี CCS มีต้นทุนที่เหมาะสม ประเทศไทยควรเตรียมอะไรไว้ล่วงหน้า

ไม่ว่าจะเลือกทางเลือก 3 หรือ 4 เราก็ยังต้องเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้ามากขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงการลงทุนใน Smart Grid และระบบที่ช่วยรองรับพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น Smart Grid เป็นหนึ่งในสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งลงทุนตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่ว่าเราจะเลือกทางเลือกไหน ระบบก็ต้องรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด ซึ่งเงินงบประมาณในการปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศวงเงิน 2 แสนล้านบาท นอกจากการลงทุนในส่วนอื่น ๆ แล้ว ก็ควรนำมาสนับสนุนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานด้วย

เมื่อพูดถึงเงิน 2 แสนล้านบาทที่เป็นเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เงินก้อนนี้ควรนำไปลงทุนในเรื่องใด เพื่อให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

จริง ๆ แล้วมีประมาณ 6 ด้านกว้าง ๆ ที่ภาครัฐกำหนดไว้ คือ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 2. การส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop 3. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid 4. การลงทุนและพัฒนาด้านรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น 5. การลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และ6. การพัฒนาทักษะสีเขียว (Green Skills) แต่ที่ผ่านมา นโยบายที่เป็นเรือธงของรัฐบาลมีการส่งเสริม Solar Rooftop โดยมีเงินสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะให้เปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะสีเขียว

หากถามว่านโยบายใดน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็น่าจะเป็นการติดตั้ง Solar Rooftop แต่สิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติมคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการปรับปรุงอาคารให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมให้ครัวเรือนลดการใช้พลังงานด้วย

อีกเรื่องคือ ภาครัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Smart Grid ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเร่งลงทุน ดังนั้น เงิน 2 แสนล้านบาทน่าจะเข้ามาสนับสนุนในส่วนเหล่านี้มากขึ้น

ส่วนสิ่งที่ต้องระมัดระวังในการใช้วงเงินก้อนนี้ ไม่ควรให้งบประมาณการเปลี่ยนผ่านพลังงานกระจุกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบาย Solar Rooftop ควรทำให้ประโยชน์กระจายไปถึงประชาชนและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว ต้องโปร่งใส ในส่วนของ Supply Chain ก็ต้องเปิดให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ผู้ประกอบการหลายรายสามารถเข้ามาแข่งขันได้

อีกมุมหนึ่งของการส่งเสริมติด Solar Rooftop มีคนมองว่าการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้ เข้าถึงเฉพาะคนที่มีกำลังทรัพย์อยู่แล้ว เพราะต้องมีเงินลงทุนและต้องเข้าถึงสินเชื่อ

ต้องยอมรับว่าครัวเรือนที่จะได้รับประโยชน์จาก Solar Rooftop จำเป็นต้องมีกำลังทรัพย์ในระดับหนึ่งในการติดตั้ง เพราะการขอสินเชื่อก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าถึงได้ทุกครัวเรือน และยังต้องมีเงินก้อนสำหรับดูแลระบบด้วย ดังนั้น หากถามว่าประโยชน์จะตกถึงคนฐานรากหรือกลุ่มเปราะบางจริง ๆ หรือไม่ ก็คงต้องยอมรับว่ายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ถ้าถามว่าเป็นนโยบายที่ทำแล้วไหม ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ช่วยสนับสนุนให้ครัวเรือนที่มีกำลังทรัพย์เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้

122913.jpg

ภาพรวมร่าง PDP 2026 มีประเด็นใดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหรือไม่

เรื่องที่ต้องจับตาคือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา โดยเฉพาะ SMR ที่มีเป้าหมายจะเข้ามาประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง        

หลายประเทศมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ แต่สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ยังมีไม่กี่ประเทศที่เริ่มดำเนินการ และยังไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนในวงกว้างว่าจะสามารถตอบโจทย์เรื่องต้นทุนและความปลอดภัยได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามคือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้จะมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยเมื่อใด

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำในระหว่างนี้คือ เตรียมความพร้อม ทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การพัฒนากฎหมาย และการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้พร้อมเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีมีความเหมาะสม รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยด้วย ถึงแม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะชี้ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัย แต่ในเรื่องนี้ความเข้าใจและการยอมรับของประชาชนก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน

อาจารย์ยังเห็นอะไรที่เป็น “คอขวด” ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกไหม

สิ่งที่เป็นคอขวดสำคัญคือเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเราพูดถึงพลังงานสะอาดที่เข้ามาในระบบ ที่เป็นปลายทาง แต่ระหว่างทางสิ่งที่จะทำให้พลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้จริงคือ “ระบบโครงข่ายไฟฟ้า” เช่น เทคโนโลยี Smart Grid รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ภาครัฐยังไม่ได้พูดถึงมากนัก ทั้งในแง่ของการลงทุนและแผนว่าจะทำอย่างไรให้ระบบมีความพร้อมรองรับพลังงานสะอาดมากขึ้น

โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น EEC จะต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอย่างไรให้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันในพื้นที่ EEC โครงข่ายไฟฟ้ายังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า เรามีการพัฒนาในเรื่องปริมาณอยู่ แต่ในเรื่องความทันสมัยของระบบก็ต้องเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

แล้วอะไรที่ทำให้เราเคลื่อนช้า ประเทศอื่นเริ่มกันไปแล้ว อย่างเวียดนามก็เริ่มทำแล้ว 

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ การจัดลำดับความสำคัญของภาครัฐมากกว่า ไทยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แต่ไม่เร่งมากนัก เพราะสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดของเรายังอยู่ในระดับไม่สูงมาก จึงยังไม่เห็นปัญหาด้านเสถียรภาพของ Smart Grid  แต่เมื่อไหร่ที่สัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ระบบจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีความผันผวน ระบบจึงต้องมีเทคโนโลยีอย่าง Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงานเข้ามาช่วย ตอนนี้เรายังเริ่มลงทุนในเรื่องระบบพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นหลัก เพราะเรายังไม่รู้สึกว่าเดือดร้อน แต่ปัญหาคือถ้ารอให้เดือดร้อนแล้วค่อยลงทุน ก็อาจจะช้าเกินไป

คำว่า “เดือดร้อน” ในที่นี้หมายถึงอะไร

ปัญหาไฟตก ไฟดับ ความมีเสถียรภาพไฟฟ้า ประเทศไทยมีปัญหาเหล่านี้น้อยมาก เราจึงมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเมื่อเรายังเจอปัญหา เราเลยไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่หลักการคือ ในช่วงที่ประเทศไทยยังอยู่ใน State 1 มีสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดอยู่ประมาณ 10% ต้น ๆ แบบนี้ เราควรเริ่มเร่งลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ State 2 ต่อไปโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน

ในร่าง PDP การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าครั้งนี้ถือว่าพอเหมาะพอสมเพียงใด

ถ้าพูดถึงการพยากรณ์ครั้งนี้ ถือว่าดีขึ้นกว่าการพยากรณ์ครั้งที่ผ่านมา เพราะมีการปรับลดสมมติฐาน GDP และจำนวนประชากรลง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เข้ามา เช่น Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีการพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย ดังนั้นการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจึงไม่ได้มีแต่ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น แต่มีปัจจัยที่ช่วยลดความต้องการลงด้วย

ตอนนี้ Data Center เข้ามาสิ่งที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือเรามีไฟฟ้าสำรองค่อนข้างมาก ทำให้ในช่วงแรกการเข้ามาของ Data Center ยังไม่สร้างแรงกดดันต่อระบบมากนัก เพราะสิ่งที่ Data Center ต้องการในระยะแรกคือไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั้งหมด และเรายังมีกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่สามารถรองรับได้ แต่หลังจากนั้น หาก Data Center ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น จะเริ่มเห็นปัญหามากขึ้น หากไม่ได้ลงทุนพัฒนาระบบโครงข่ายและระบบต่าง ๆ รองรับไว้ล่วงหน้า

การที่ต้องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นก็หมายความว่าต้นทุนบางส่วนจะถูกส่งต่อมาที่ประชาชนด้วยหรือเปล่า

แน่นอน เพราะระบบไฟฟ้าของเราใช้ระบบ Cost Plus ดังนั้นต้นทุนทุกบาททุกสตางค์ของการลงทุนระบบไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านมายังประชาชนทั้งหมด นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงมีแนวคิดเรื่องการแยกค่าไฟของ Data Center ออกมา เพราะประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้รับประโยชน์จาก Data Center โดยตรง แต่กลับต้องร่วมรับภาระต้นทุนของระบบที่ต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งคงจะไม่เป็นธรรมหากจะให้ประชาชนมาร่วมหาร  

ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่จะแยกราคาค่าไฟของ Data Center ออกมา ซึ่งเป็นระดับที่ราคาแพงกว่าที่ประชาชนจ่าย แต่ราคานี้ก็จะไม่ได้แพงตลอดไป เพราะเมื่อเรามีสัดส่วนของพลังงานสะอาดมากขึ้น ต้นทุนตรงนี้ก็จะถูกลง 

ในร่าง PDP 2026 มีหลายประเด็นที่สังคมกำลังถกเถียงกันมาก แต่อาจารย์มองว่ามีเรื่องไหนที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากพอ ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญไหม

เรื่องที่ยังอยากให้ถกเถียงกันมากขึ้นคือ ต้นทุนค่าไฟที่แท้จริง  เพราะตอนนี้เราพูดกันถึงตัวเลขค่าไฟว่าอาจอยู่ในระดับประมาณ 4 บาท หรือพูดถึงฉากทัศน์ต่าง ๆ ว่าจะทำให้ค่าไฟอยู่ในระดับนั้นได้ แต่ยังมีคำถามว่า จะถูกแบบนั้นจริงหรือ มีต้นทุนอะไรแฝงอยู่ที่อาจจะยังคิดไม่ครบหรือเปล่า อย่างเช่น ถ้าเราเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เราก็ต้องลงทุนในระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพของไฟฟ้า ต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน ต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้มีต้นทุนทั้งหมด แล้วต้นทุนเหล่านี้ถูกคิดอยู่ในค่าไฟที่ประมาณการไว้แล้วหรือยัง

หรืออย่างกรณี CCS เราตั้งสมมติฐานต้นทุนไว้ต่ำเกินไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากให้สังคมคุยกันมากขึ้นไม่ใช่เพียงจบที่ค่าไฟจะอยู่ที่เท่าไร ? แต่ต้องถามด้วยว่า ตัวเลขนั้นเป็นกรณีฐานที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงกรณีที่ต้นทุนหลายอย่างยังไม่ได้สะท้อนเข้ามาครบถ้วน เรื่องนี้สำคัญ เพราะหากต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านยังไม่ได้ถูกคำนวณอย่างครบถ้วน ตัวเลขค่าไฟที่เห็นในวันนี้ก็อาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในอนาคต

อะไรเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่า PDP ฉบับนี้เดินมาถูกทางแล้ว และในอนาคตเราควรเห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง

หนึ่ง คือ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เราต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดไปพร้อมกับรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟตก ไฟดับ หรือความมั่นคงของระบบโดยรวม

สอง คือ การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะถ้าพยากรณ์ได้แม่นยำ ก็จะช่วยให้เราวางแผนกำลังผลิตและการลงทุนในระบบไฟฟ้าได้เหมาะสมมากขึ้น 

สาม ปริมาณไฟฟ้าสำรองต้องไม่กลายเป็นภาระต่อประชาชนมากเกินไป โดยเฉพาะต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่าย แม้จะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าส่วนนั้นจริง ๆ

สี่ เราต้องสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนผ่านได้ เมื่อมีพลังงานสะอาดมากขึ้น เราควรสามารถใช้สิ่งนี้ดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้จริง  .-ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ TDRI

- Advertisement -
เศรษกิจ-การเงิน
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -