บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งใกล้ 4.5% จับตา FED-ศึกตะวันออกกลาง กดดันเงินบาทผันผวนสูง

กรุงเทพฯ 14 พ.ค.-แบงก์กรุงไทย  มองตลาดการเงินโลกยังผันผวน หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ขยับทดสอบระดับ 4.50% กังวล FED คงดอกเบี้ยสูงนาน  นักลงทุนจับตาการเจรจา Trump-Xi เงินบาทไร้ทิศทางในกรอบ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกยังคงจับตาทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% จากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ล่าสุดออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 

อย่างไรก็ตาม ความหวังต่อการเจรจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง รวมถึงความคืบหน้าการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังช่วยชะลอแรงขายในตลาดบอนด์ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี ล่าสุดเคลื่อนไหวบริเวณ 4.47%

ทั้งนี้ มองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ที่สูงกว่า 4.40% เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ทั้งในสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากตลาดเริ่มสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินไปพอสมควร แม้ยังมีความกังวลว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น หรือ FED ภายใต้ผู้นำคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ปรับลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจผลักดันบอนด์ยีลด์ขึ้นแตะ 5.00% ได้ก็ตาม ขณะที่มุมมองหลักยังคงเชื่อว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งช่วงปลายปีนี้ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง

ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะได้แรงหนุนระยะสั้นจากตัวเลข PPI ที่แข็งแกร่ง แต่บรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นจากความคาดหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน กลับกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงบางส่วน ส่งผลให้ดัชนี DXY ยังคงแกว่งตัวบริเวณ 98.4-98.6 จุด ขณะเดียวกัน ราคาทองคำแม้เผชิญแรงกดดันจากทั้งดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จนสามารถรีบาวด์กลับขึ้นสู่ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง

ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ทั้งนี้  นักลงทุนทั่วโลกจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดค้าปลีกเดือนเมษายน ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และประมาณการ GDPNow ของ Atlanta FED เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยของ FED ขณะที่ฝั่งยุโรป ตลาดรอติดตามตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของอังกฤษ รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

สำหรับค่าเงินบาท นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าเงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนทั้งสองทิศทาง หรือ Two-Way Risk จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยระยะสั้นคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรอติดตามผลการเจรจา Trump-Xi summit รวมถึงพัฒนาการในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้อีก ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดในระยะนี้

เศรษกิจ-การเงิน