กรุงเทพฯ 3 ก.ย. -ธปท.เข้ม ซื้อสินค้าเงินผ่อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ล็อกกลุ่มอายุ 18–20 ปี วงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 15–20% เดินหน้าคุม Non-bank 3,624 แห่ง ใช้ AI ไล่จับธุรกรรมเสี่ยง พร้อมกวาดธุรกิจสีเทา–เอาเปรียบผู้บริโภค
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ BNPL (Buy Now Pay Later) คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์แล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ เริ่มเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ พร้อมมั่นใจว่าสามารถออกใบอนุญาตใหม่เพิ่มเติม
สำหรับผู้ประกอบการ BNPL ได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อย่างแน่นอน เมื่อได้ออกใบอนุญาตแล้ว ผู้ประกอบการประกอบธุรกิจ BNPL ลักษณะนี้ ต้องเข้ามาขอรับใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหากประกอบธุรกิจโดยไม่เข้าสู่ระบบจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมายทันที ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ให้บริการในลักษณะดังกล่าวและเข้าข่ายประมาณ 6 แห่งขึ้นไป
“ยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานเพิ่งจบการศึกษาใช้บริการซื้อสินค้าผ่อนส่งผ่านธุรกิจ BNPL สูงมากขึ้นต่อเนื่อง จึงต้องกำหนดเงื่อนไขในกลุ่มอายุ 18-20 ปี คิดดอกเบี้ย 15-20% จำกัดวงเงินไม่เกิน 20,000 /ราย และจะกลายเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น จึงต้องเน้นคุมเข้มผู้ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าแบบเงินผ่อนส่ง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย ธปท. จะเน้นการกำกับดูแลผู้ปล่อยสินเชื่อเป็นหลัก ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน” นายวิทัย กล่าว
ผู้ว่าฯ ธปท. ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา Beyond ESG Thailand Transportation #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ระบุว่า ในการดูแลกลุ่มให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ปัจจุบันนับว่านอนแบงค์ภายใต้การกำกับดูแลมากถึง 24 ประเภท รวมกว่า 3,624 แห่ง
เช่น ธุรกิจปล่อยกู้,ธุรกิจแลกเงิน, ธุรกิจรับโอนเงิน ,ธุรกิจ Payment ,ธุรกิจ E-money ,ธุรกิจซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน FX ,สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันหรือ P Loan, สินเชื่อนาโนฟิแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลังหรือ BNPL, บัตรเครดิต ,กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-wallet, ธุรกิจลิสซิ่ง ,บริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ
นับว่ามีความซ้ำซ้อน เติบโตมากขึ้น ในด้านการปล่อยกู้ Non-bank มีสัดส่วน 55% มากกว่าแบงก์รัฐมีสัดส่วน 20% ธนาคารพาณิชย์ 25% จากวงเงินสินเชื่อ 1.82 ล้านล้านบาท จำนวนบัญชี Non-bank มีสัดส่วน 75% แบงก์รัฐมีสัดส่วน 4% ธนาคารพาณิชย์ 21% เมื่อ Non-bank เติบโตเร็วแบบนี้ จึงต้องดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมา ธปท. อาจไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลในเชิงลึกมากนัก เนื่องจากรูปแบบเดิมของ ธปท. ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เป็นต้นมา จะมุ่งเน้นการดูแลสถาบันการเงินประเภทที่รับฝากเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐเป็นหลัก
เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการไม่สามารถคืนเงินฝากของผู้ฝากเงิน เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินและธนาคารมีความเข้มแข็งและมีความเสี่ยงเรื่องแบงก์ล้มต่ำลงมาก แต่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล ความเสี่ยงของระบบการเงินได้เปลี่ยนรูปแบบไปมากจึงต้อง การคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนถูกเอาเปรียบจากเงื่อนไขหรืออัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด บางคนกลายเป็นช่องทางผ่านของธุรกิจสีเทาและธุรกรรมผิดกฎหมาย
นับเป็นภารกิจสำคัญ ธปท. ต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลกับหลายหน่วยงาน และใช้ AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบ เพื่อยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อออกมาตรการการเงินเฉพาะจุด หลังจากคุมเข้มการถอนเงินสดมากกว่า 5 ล้านบาท ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของรายได้ นับว่าช่วยสกัดเงินเทา การฟอกเงินได้ดี มียอดถอนเงินสดจากยอดแสนล้านบาทช่วงต้นปี ลดเหลือ 47,837 ล้านบาท การกำหนดซื้อทองผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ จากนั้นมาถอนทองคำแท่งน้ำหนัก 2 กิโลกรัม/วัน ในวันเดียวกัน เมื่อต้องแจ้งรายชื่อคนรับทอง ทำให้ยอดถอนทองคำแท่งจาก 4,167 กิโลกรัม/วัน ในเดือน ม.ค.69 ลดเหลือ 1,223 กิโลกรัม/วัน
นอกจากเป้าหมายหลักของ ธปท. ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้งด้านราคา ระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดีและมีความเสี่ยงต่ำ ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ต้องยื่นมือ มาดูแลคุ้มครองประชาชน ผู้บริโภค เพื่อลดความเสี่ยงด้านต่างๆ ใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน เอสเอ็มอี ความไม่เท่าเทียม และทุนสีเทา พร้อมเตรียมยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจ Non-bank ทั้งระบบ รวมถึงการควบคุมสินเชื่อประเภท Buy Now Pay Later อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและคุ้มครองผู้บริโภค.-ปรีชา มีชำนาญ






