กรุงเทพฯ 21 มิ.ย.-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บูรณาการร่วมหลายหน่วยงาน ‘ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน’ ตรวจสอบนอมินีใน จ. ภูเก็ต-กระบี่ พบเข้าข่าย 66 ราย ถือครองที่ดิน อสังหาฯ กว่าพันล้านบาท เดินหน้าปราบปรามนอมินีอย่างจริงจัง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ร่วมกับพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนจากกรมที่ดิน ผู้แทนสำนักงานพาณิชย์ทั้งสองจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อปฏิบัติการของ สตช. ‘ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน’ เพื่อป้องกันและปราบปรามการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
การตรวจใน จ.ภูเก็บ พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินี 10 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย โดยมีจำนวนที่ดิน 4 แปลง จำนวนกว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 39 ราย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 231 ล้านบาท โดยจุดที่กรมฯ ได้ร่วมตรวจค้นเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง
จดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2562 ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์ รวมทั้งเคยประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยวเนื่องกระทำผิดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการ จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยในบริษัทมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 3 บริษัท และเป็นกรรมการ 5 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นคนไทยยอมรับว่าถือหุ้นแทนคนอิสราเอล และยังพบว่ามีบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา ใช้ที่ตั้งแห่งเดียวกันในการประกอบกิจการด้วย
สำหรับจังหวัดกระบี่ พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีจำนวน 9 บริษัท ถือครองที่ดิน 17 แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 8 ราย ที่มีโครงสร้างการถือหุ้นเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน 8 แปลง จำนวนกว่า 8 ไร่ มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกว่า 499 ล้านบาท นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบกรณีสำคัญอีกหลายประเด็น อาทิ การตรวจพบบริษัททรอปิคอลเฮาส์ฯ ประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่า โครงการตั้งอยู่ในทำเลทองในจังหวัดกระบี่ มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง จำนวนกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท
ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น 100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริงบริษัทดังกล่าว มีผู้บริหารและควบคุมกิจการโดยชาวต่างชาติ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยเชื่อว่าคนไทยไม่ได้มีการลงทุนจริง และ บริษัท ซาลาบัฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ที่หาลูกค้าที่เป็นรีสอร์ทเพื่อหาสมาชิกของกลุ่มลับเฉพาะในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่นิยมไม่สวมใส่เสื้อผ้าในกิจกรรมกลางแจ้งภายในรีสอร์ทและหาดทรายแบบมีความเป็นส่วนตัว โดยกรรมการเป็นคนไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนจริงแม้ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวจะมีคนไทยถือหุ้น 100% เพราะบริษัทมีความผิดปกติหลายๆ ประเด็นที่ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นนอมินี”
กรมฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีการลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือนอมินีถือเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมส่งข้อมูลบริษัท 623 รายในพื้นที่ 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) ซึ่งพบผู้ทำบัญชีเข้าไปพัวพันให้การสนับสนุนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีให้ชุดเฉพาะกิจฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป .-ปรีชา มีชำนาญ










