กรุงเทพฯ 3 ก.ย.- เอกนิติ เตรียมประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก 4 ก.ย. ผนึกพลังหลายหน่วยงาน วางกติกาใหม่คุมที่ตั้ง–พลังงาน–ผลกระทบ เดินหน้าปั้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การหารือกับบีโอไอในวันนี้ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) นัดแรกในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ย.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อวางกรอบแนวคิดและแนวทางการกำกับดูแลกิจการ Data Center ในภาพรวม ทำให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
สำหรับการจัดระเบียบและทบทวนกรอบหลักเกณฑ์การดำเนินงานนั้น ช่วงที่ผ่านมาได้มีกิจการ Data Center เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยื่นการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และได้หยุดรับคำขอไปตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ยังพบว่ามีผู้ประกอบการบางรายไม่ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายอื่น ยังมีข้อจำกัดและยังไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ครอบคลุมเข้ามาดำเนินการ คณะทำงานจึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด เพื่อดูว่ามีจุดใดที่เป็นช่องโหว่ ทำให้ไม่ต้องขออนุญาต และนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ในการกำหนดระเบียบและแนวทางการจัดการเกี่ยวกับที่ตั้งของ Data Center ต้องบูรณาการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน เนื่องจากปัจจุบันมีกฎระเบียบและกติกาที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงพลังงาน หน่วยงานด้านผังเมือง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร จึงเรียนเชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้ามาร่วมหารือครั้งนี้ด้วยแล้ว
โดยการขับเคลื่อนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ มุ่งเน้นวางกรอบกติกา Data Center ให้มีความชัดเจน การกำหนดเงื่อนไขและมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ หวังให้เกิดการสร้างรายได้และผลประโยชน์ให้ตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง ก่อนที่จะรวบรวมข้อสรุปและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Thailand Transportation #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ระบุว่า การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความผันผวนของโลกที่มีทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยยึดกรอบแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ การพยุงและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเร่งเปลี่ยนผ่าน และการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกลงสู่เศรษฐกิจขาลงแบบ K-shape
ส่วนการลงทุนเพื่ออนาคตและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคว้าโอกาสจากการที่นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางกระแสโลกแตกขั้ว โดยปัจจุบันการลงทุนในประเทศมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI รวมถึงการผลิตเครื่องมือส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งมีการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผลักดันเงื่อนไขให้เกิดการตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ พร้อมทั้งควบคุมสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศหรือ local content
ในด้านพลังงาน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพากำลังการผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด โดยสนับสนุนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เร่งลงทุนในโซลาร์ฟาร์มและพัฒนาระบบสมาร์ตกริดเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านโครงการสะพานเชื่อมทักษะหรือ Skill Bridge Program เพื่อยกระดับแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่.-