กรมสรรพสามิต ปูพรมสกัดกั้นบุหรี่ผิดกฎหมายกว่าแสนซองในเขตพื้นที่นครราชสีมา

 กรมสรรพสามิตเดินหน้ายกระดับการป้องกัน ปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ​ตามแนวทาง “Data Driven Enforcement”  สกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างเส้นทางลำเลียง และก่อนเข้าสู่พื้นที่ปลายทาง

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายณัฐกร อุเทนสุต   ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กำกับและสั่งการให้ นายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 พร้อมด้วยสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์กระจายสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุในการติดตามและตรวจสอบการลักลอบขนส่งสินค้ายาสูบผ่านช่องทางการขนส่งพัสดุ ตั้งแต่วันที่ 10–31 สิงหาคม 2569

   การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการวิเคราะห์รูปแบบความเสี่ยงเชิงลึกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการค้า การเดินทาง และการขนส่งสินค้าไปยังหลายพื้นที่ โดยพบว่าลักษณะพื้นที่มีความสอดคล้องกับรูปแบบการกระทำผิด เนื่องจากเป็นทั้งเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า หรือที่เรียกว่า “พื้นที่กลางน้ำ” ขณะที่ผู้กระทำผิดพยายามใช้ช่องทางการขนส่งสินค้าเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าผิดกฎหมายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมุ่งติดตามเส้นทางและพฤติการณ์การลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในช่วงที่กำลังกระจาย ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสที่สินค้าผิดกฎหมายจะเข้าสู่ตลาด โดยสามารถตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต จำนวน100,029 ซอง และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,553 ชิ้นคิดเป็นความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐประมาณ 6,281,821 บาท และประมาณการค่าปรับประมาณ 94,227,315 บาท  สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจพบกรมสรรพสามิตได้ประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

   อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้ คือ การสกัดสินค้าผิดกฎหมายได้ในช่วงที่กำลังกระจายสินค้า ก่อนส่งออกไปถึงผู้รับในหลายพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือน “สกัดหนึ่งจุด หยุดการกระจายได้อีกหลายพื้นที่” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์เส้นทางและจุดเสี่ยง รวมถึงการกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประสานข้อมูล เฝ้าระวังความเสี่ยง และสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายให้ตรงจุด โดยมีแนวทางชัดเจนว่า “ระบบขนส่งต้องเดินได้เร็วสำหรับการค้าที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่กลายเป็นทางด่วนให้สินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี”

 

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตจะติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบจุดที่มีความเสี่ยง พร้อมยกระดับการป้องกันและปราบปราม รวมถึงขยายผลไปยังผู้ส่ง ผู้รับ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้อง และรักษารายได้ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

- Advertisement -
เศรษกิจ-การเงิน
แกลลอรี่
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -