Odyssey: การกลับบ้านมีราคาเท่าไร? เศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่าเราควรเลือกอะไร คนฉลาดก็ยังตัดสินใจผิดได้ ทำไม “บ้าน” ถึงมีค่าขนาดนั้น?

 เมื่อมหากาพย์อายุเกือบ 3,000 ปี เล่าเรื่องเศรษฐศาสตร์ของการเลือก หากรู้ว่าการเดินทางกลับบ้านจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ต้องเจอทั้งพายุ สัตว์ประหลาด เทพเจ้าที่ไม่เป็นใจ ความสูญเสีย และความตายหลายครั้ง ระหว่างทางยังมีโอกาสให้หยุดพัก ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และไม่ต้องกลับไปเผชิญกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอีก

คุณยังจะเลือกกลับบ้านอยู่หรือไม่?

นี่คือคำถามที่ซ่อนอยู่ใน The Odyssey มหากาพย์กรีกโบราณของ Homer ซึ่ง Christopher Nolan หยิบกลับมาเล่าใหม่เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์  เรื่องราวของ Odysseus กษัตริย์แห่งอิธากา ผู้ใช้เวลารบในสงครามกรุงทรอย 10 ปี และต้องใช้เวลาอีก 10 ปีในการเดินทางกลับไปหาภรรยา Penelope และลูกชาย Telemachus

 ระหว่างทาง เขาต้องเผชิญทั้ง Cyclops, Sirens, Calypso พายุ ความตาย และผลจากการตัดสินใจของตัวเองฟังดูเหมือนเรื่องของวีรบุรุษ เทพเจ้า และโชคชะตา แต่ถ้ามองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ The Odyssey อาจเป็นเรื่องของสิ่งธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ

นั่นคือ “การเลือก” เพราะเราไม่สามารถมีทุกอย่างพร้อมกันได้ และทุกครั้งที่เลือกบางสิ่ง เราก็กำลังยอมสละบางสิ่งไปด้วยเสมอ


ถ้ากลับบ้านง่าย ๆ ก็คงไม่มี The Odyssey

 หลังสงครามจบ สิ่งที่ Odysseus ต้องการฟังดูเรียบง่ายมาก เขาอยากกลับบ้านแต่การกลับบ้านของเขาไม่เคยฟรี   ทุกครั้งที่เดินทางต่อ เขาต้องแลกบางอย่าง ทั้งเวลา ความปลอดภัย ชีวิตของลูกเรือ และโอกาสที่จะหยุดเดินทางแล้วเลือกชีวิตที่ง่ายกว่า

 นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งที่เราต้องยอมสละเมื่อเลือกอีกทางหนึ่งว่า Opportunity Cost หรือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส  เช่น หากเราเลือกเรียนต่อหนึ่งปี ต้นทุนไม่ได้มีแค่ค่าเทอม แต่รวมถึงรายได้หนึ่งปีที่เราอาจหาได้หากออกไปทำงาน  ของบางอย่างจึงไม่มี “ราคา” แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มี “ต้นทุน” Odysseus ไม่ได้จ่ายค่าตั๋วกลับอิธากา แต่เขาจ่ายด้วยเวลา 10 ปีของชีวิต

คำถามคือบ้านต้องมีคุณค่ามากเพียงใด คนคนหนึ่งจึงยอมจ่ายต้นทุนขนาดนั้นเพื่อกลับไป?

 

เศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่าเราควรเลือกอะไร

 หลายคนอาจคิดว่าเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ที่สอนให้เราเลือกสิ่งที่ “คุ้มที่สุด” แต่คำว่า “คุ้ม” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 บางคนให้คุณค่ากับเงิน

บางคนให้คุณค่ากับเวลา

บางคนให้คุณค่ากับครอบครัว ความมั่นคง หรือความฝัน

 

ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่า Odysseus ควรกลับบ้านหรือไม่ แต่มันช่วยให้เราเห็นว่าการตัดสินใจของคนคนหนึ่งกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เขาให้คุณค่า  กรณีของ Odysseus คำตอบชัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไร เขายังคงเลือกอิธากา

 ถ้ามีชีวิตที่สบายกว่า เรายังจะเลือกกลับบ้านหรือไม่?

 หนึ่งในช่วงสำคัญของเรื่องคือ ตอนที่ Odysseus อยู่กับ Calypso เขามีโอกาสหยุดการเดินทาง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และไม่ต้องเสี่ยงตายกลางทะเลอีก แต่เขายังคงคิดถึงบ้าน  ตรงนี้ทำให้ Opportunity Cost น่าสนใจขึ้นเพราะบางครั้งสิ่งที่เรายอมทิ้ง ไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่เป็นสิ่งที่ดีมากเสียด้วยซ้ำ

 เราบางคนเลือกออกจากงานเงินเดือนสูงเพื่อมีเวลาอยู่กับลูก เลือกกลับบ้านเกิดแทนการทำงานต่างประเทศ หรือเลือกชีวิตที่ธรรมดากว่า เพราะสิ่งที่ให้คุณค่ามากที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขเงินเดือน  สิ่งที่แพงที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มีราคาสูงที่สุด บางครั้ง สิ่งที่แพงที่สุดคือสิ่งที่เราต้องยอมเสียอย่างอื่นมากมายเพื่อรักษามันไว้

 

Sirens กับปัญหาที่มนุษย์รู้คำตอบ แต่ยังห้ามใจตัวเองไม่ได้

 ตอนที่เรือกำลังจะผ่าน Sirens, Odysseus รู้ว่าเสียงร้องของพวกมันสามารถล่อลวงกะลาสีให้พาเรือไปสู่ความตายเขาจึงสั่งให้ลูกเรือมัดตัวเขาไว้กับเสากระโดง และห้ามปล่อยไม่ว่าเขาจะร้องขอแค่ไหน นี่คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า Commitment Device  เรารู้ล่วงหน้าว่า “ตัวเราในอนาคต” อาจตัดสินใจไม่เหมือนกับที่ “ตัวเราในวันนี้” ต้องการ  จึงสร้างกติกามาผูกมัดตัวเองไว้ก่อน

 

คล้ายกับการหักเงินเดือนเข้าเงินออมอัตโนมัติ ปิดแอปโซเชียลตอนทำงาน หรือฝากบัตรเครดิตไว้ที่บ้านเวลาไปช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะวันนี้หรือเมื่อ 3,000 ปีก่อน ดูเหมือนมนุษย์จะยังมีปัญหาเดิม ๆ คือ รู้ว่าอะไรควรทำ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะห้ามใจตัวเองได้เสมอไป

 คนฉลาด ยังตัดสินใจผิดได้

 

Odysseus ไม่ได้เลือกถูกทุกครั้ง หลังจากหนี Cyclops ได้สำเร็จ เขาสามารถจากไปเงียบ ๆแต่ความภาคภูมิใจทำให้เขาเปิดเผยตัวตนของตัวเอง และการตัดสินใจเพียงชั่วครู่นั้นนำไปสู่ผลที่ยาวนานกว่าที่คาด  ชีวิตจริงก็คล้ายกันหลายครั้งความเสียหายไม่ได้เกิดจากการไม่มีข้อมูล  แต่เกิดจากอารมณ์ ความมั่นใจเกินไป หรือการประเมินความเสี่ยงผิด

 ธุรกิจที่ลงทุนเกินตัวเพราะคิดว่าตลาดจะโตตลอดไป นักลงทุนที่เพิ่มความเสี่ยงหลังจากกำไรต่อเนื่องหรือคนที่คิดว่า “ครั้งนี้คงไม่เป็นอะไร” ความฉลาดไม่ได้ทำให้มนุษย์พ้นจากการตัดสินใจผิด

 

แล้วทำไม “บ้าน” ถึงมีค่าขนาดนั้น?

 นี่อาจเป็นคำถามใหญ่ที่สุดของ The Odysseyเพราะเมื่อ Odysseus กลับถึงอิธากา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว  ลูกชายที่เคยเป็นทารกกลายเป็นผู้ใหญ่  บ้านไม่ได้สงบเหมือนเดิม และตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนเดิมจากวันที่ออกเดินทาง

 การกลับบ้านจึงไม่ใช่การกลับไปหาอดีต เพราะอดีตนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว แต่มันคือการเลือกกลับไปหาสิ่งที่เขายังให้คุณค่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว

 ในทางเศรษฐศาสตร์ เรามักมองคุณค่าผ่านสิ่งที่คน “ยอมจ่าย” แต่การจ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน  Odysseus จ่ายด้วยเวลา ความปลอดภัย  ความเจ็บปวด และโอกาสของชีวิตอีกแบบหนึ่ง

การเดินทางทั้งเรื่องจึงอาจเป็นวิธีที่ยาวถึง 10 ปีในการบอกเราว่า “อิธากา” มีค่าแก่เขามากเพียงใด

 

แล้วทำไมคนในปี 2026 ยังยอมจ่ายเงินดูเรื่องอายุเกือบ 3,000 ปี?

 

คำถามเดียวกันใช้กับภาพยนตร์ของ Christopher Nolan ได้เช่นกัน คนจำนวนมากรู้เรื่องของ Odysseus อยู่แล้ว และบางคนรู้ตอนจบก่อนซื้อตั๋วเสียอีก แต่ผู้ชมก็ยังยอมจ่ายเพื่อดูเรื่องเดิมอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ขายไม่ได้มีเพียง “เนื้อเรื่อง” แต่คือ วิธีที่เรื่องนั้นถูกเล่า

 Nolan เลือกสร้างประสบการณ์ที่ต่างจากการอ่านหนังสือหรือดูผ่านจอเล็ก ทั้งการถ่ายทำด้วย IMAX Film และการสร้างโลกของเรื่องให้มีความสมจริงในระดับที่คนดูรู้สึกว่า “ต้องไปดูในโรง” นั่นทำให้เรื่องเล่าเก่าแก่ยังสามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้ ของเก่าจึงไม่ได้หมดมูลค่าเพียงเพราะมันเก่า บางครั้งเวลาที่ผ่านไปกลับยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับมัน

 แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเรา?

 

เราอาจไม่ได้ต้องหนี Cyclops หรือเดินเรือผ่าน Sirens แต่เราต่างมี “อิธากา” ของตัวเอง บางคนเลือกเรียนต่อทั้งที่ต้องเสียรายได้หลายปี  บางคนออกจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพราะโอกาสทางเศรษฐกิจดีกว่า แม้ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว

บางคนเลือกกลับบ้านเกิด แม้รายได้ลดลง

บางคนเลือกเงิน

บางคนเลือกเวลา

บางคนเลือกครอบครัว

 เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปว่าทางไหนถูก เพราะคนแต่ละคนให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ไม่เท่ากัน  สิ่งที่เศรษฐศาสตร์ช่วยเราได้คือ ทำให้เห็นว่า ไม่มีทางเลือกใดฟรี  และการเลือกสิ่งหนึ่ง หมายถึงการยอมปล่อยอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ

 

บทส่งท้าย

 กว่า Odysseus จะกลับถึงอิธากา โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว คนรอบตัวเปลี่ยน  บ้านเปลี่ยนและตัวเขาเองก็เปลี่ยน  นี่อาจเป็นเหตุผลที่ The Odyssey ยังคงถูกเล่าซ้ำมาตลอดเกือบ 3,000 ปี

เพราะลึกลงไปแล้ว มันอาจไม่ได้เป็นเรื่องของเทพเจ้า สัตว์ประหลาด หรือวีรบุรุษเลย แต่มันเป็นเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องตัดสินใจครั้งแล้วครั้งเล่าว่า  อะไรคือสิ่งที่มีค่ามากพอให้เขาเดินทางต่อ

 

เศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งที่เราต้องยอมสละว่า Opportunity Cost  แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น อาจเป็นคำถามที่เศรษฐศาสตร์ตอบแทนเราไม่ได้ “อะไรคืออิธากาของคุณ?”  สิ่งใดที่มีค่ามากพอให้คุณยอมเสียบางอย่างเพื่อรักษามันไว้ บางทีชีวิตของเราทุกคน ก็มี Odyssey เป็นของตัวเอง .- Bnomics

- Advertisement -
เศรษกิจ-การเงิน
แกลลอรี่
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -