อ.สังขละ 31 ส.ค.- ”พรชัย“ ระบุคลังไม่ใช่แค่ลดหรือเพิ่มภาษี แต่ปรับเกมทั้งอุตสาหกรรม! ดัน 3 เป้าหมาย นำเข้าเพื่อการลงทุน–ผลิตเพื่อส่งออก–เพิ่ม Local Content มูลค่าสูง พร้อมเปิดทางเทคโนโลยีรถสะอาดหลากหลายรูปแบบ
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า หลังจากได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับโลก ผ่านยุทธศาสตร์ ยกระดับไทยจาก “Detroit of Asia” สู่ “EV Export Hub” ระดับโลก
หลังจากประเทศไทยมีพื้นฐานการเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) มายาวนานกว่า 60 ปี จนได้รับฉายาว่า “Detroit of Asia” ในการส่งออกรถยนต์สันดาปไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยยุคแรก (ก่อนปี 2565) เป็นยุค เน้นการใช้รถยนต์สันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะ แต่กระแสโลกเริ่มเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและการใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน
จากนั้น ยุคที่ 2 (ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา) เริ่มก้าวเข้าสู่ยุค EV อย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังได้นำแนวคิดพลังงานสะอาดมาใช้ผ่านมาตรการสนับสนุนต่างๆ โดยในช่วงแรก รัฐบาลจำเป็นต้องอนุญาตให้มีการ นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภค เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีการผลิตในประเทศ
เป้าหมายของมาตรการ EV 3 และ 3.5 ไม่ใช่เพียงแค่การนำเข้า แต่เป็นการนำเข้าเพื่อนำไปสู่การ”ผลิตในประเทศ” เพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุลการค้าและเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัจจุบัน มีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการประมาณ 8-10 แห่ง (เช่น BYD, MG) ทำให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนรวมกว่า 140,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตสูงสุด 380,000 คันต่อปี ปัจจุบันมีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศแล้วกว่า 170,000 คัน เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 25,000 คน
อธิบดีกรมสรรพสามิตเน้นย้ำว่า การพัฒนา EV ไม่ควรพูดเพียงช่วงๆ แบบ “Snapshot” หรือภาพปัจจุบัน แต่ต้องมองแบบ “Dynamic” ในภาพรวมระยะยาว โดยมียุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน มุ่งเน้น สู่การเป็น Export Hub โดยมี 3 หลักการสำคัญจากนโยบายกระทรวงการคลัง ดังนี้
1. การไม่เน้นการนำเข้าอย่างเดียว เพราะการนำเข้าช่วงแรก ต้องทำเพื่อสร้างบรรยากาศและดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบเทคโนโลยี หวังให้คนไทยคุ้นเคยกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
2. การมุ่งสู่การเป็น Export Hub ด้วยขยายสเกลการผลิตจากการใช้ในประเทศ ไปสู่การส่งออกทั่วโลก เพื่อรักษาตำแหน่ง Detroit of Asia ในเวอร์ชันรถ EV
3. การเพิ่ม Value Added จาก Local Content มุ่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน เช่น เบาะหนัง หรือยาง แต่ต้องเป็นการใช้วัตถุดิบไทยที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น
4. เทคโนโลยีที่หลากหลายและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยกรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซ CO2 เป็นหลัก โดยไม่ได้จำกัดเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้แก่เทคโนโลยีอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้โรงงานเดิมที่ผลิตรถยนต์สันดาป ปรับตัวและใช้โอกาสจากรูปแบบพลังงานที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
โดยกรมสรรพสามิต ต้องการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมและจำกัดพฤติกรรมการบริโภคที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มองแค่การลดหรือเพิ่มภาษีสรรพสามิต แต่เรากำลังยกระดับประเทศให้เป็น Export Hub เพื่อดึงดูดการลงทุนและอัปลูกิลผู้ผลิตในประเทศให้แข่งขันได้ในระดับสากล การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ
1) นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย
2) ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
3) ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น



