กรุงเทพฯ 24 ส.ค.-ทุนออสเตรเลียแห่ลงทุนไทย 93 โครงการ “เอกนิติ” ชูเป้าหมายใหม่ไม่ใช่แค่เงินลงทุน แต่ต้องได้เทคโนโลยี–งานทักษะสูง–ถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า ผลจากภารกิจเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี การหารือกับภาคธุรกิจออสเตรเลีย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ การผลิตขั้นสูง อาหาร พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน
ในระหว่าง นายกรัฐมนตรีเป็นประธานงาน “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” ณ นครซิดนีย์ โดยมีผู้บริหารธุรกิจออสเตรเลียเข้าร่วมกว่า 70 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจของนักลงทุนออสเตรเลียที่มีต่อไทยกระจายอยู่ในหลายภาคเศรษฐกิจ เพื่อต้องการศึกษาช่องทางการลงทุนในประเทศไทย
ในช่วงปี 2564–มิถุนายน 2569 มีโครงการลงทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ยอดรวม 93 โครงการ มูลค่า 33,425 ล้านบาท นับว่าอุตสาหกรรมดิจิทัล น่าสนใจเยอะมาก มูลค่าการลงทุนสูงสุด 13,833 ล้านบาท รองลงมาคือเคมีภัณฑ์ 6,936 ล้านบาท และเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าว “สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่มูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือ คุณภาพของการลงทุนและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย ตัวอย่างสำคัญคือ ANCA Group ผู้ผลิตเครื่องจักร CNC ลงทุนในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี มีพนักงาน 440 คน และวางประเทศไทยเป็น Global Spare Parts Hub หรือศูนย์กระจายอะไหล่ระดับโลก ขณะที่ ARB Corporation ใช้ไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และผลิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่”
นับว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ “Hastings Technology Metals” ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานแปรรูปแร่หายากขั้นต้นน้ำแห่งแรกของบริษัท โดย Rare Earth เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการเชื่อมประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลก
ออสเตรเลีย อีกหลายบริษัท ยังสนใจลงทุนกับไทย อย่างเช่น Ridley Corporation ได้ลงทุนโรงงานผลิตสารชีวภาพ NovaqPro® ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารกุ้ง เพื่อต่อยอดจากงานวิจัยของ CSIRO ขณะที่ Callington Group บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง ลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องมากว่า 50 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาวของภาคธุรกิจออสเตรเลียที่มีต่อประเทศไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียมีโครงสร้างเศรษฐกิจ สามารถเสริมซึ่งกันและกัน ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและการแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีความโดดเด่นด้านสินค้าเกษตรคุณภาพสูง AgriTech พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่ Precision Machining เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอากาศยาน
“รัฐบาลไม่ต้องการ ตัวเลขการลงทุนบนกระดาษ แต่ต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง การจ้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผู้นำรัฐบาล จึงต้องการผลักดันการลงทุน ตั้งแต่ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน”นายเอกนิติ กล่าว .-