มาตรวัดเศรษฐกิจไทยกับ “ไม้บรรทัดเก่า” เมื่อ PMI ฟื้น แต่ MPI ยังติดหล่ม ถึงเวลาวัดตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ให้ทันโลกยุคดิจิทัล สร้างกลไก ดัชนีวัดเศรษฐกิจ มองเห็นทั้ง “วันนี้–พรุ่งนี้–และคุณค่าตกอยู่กับประเทศ
พับผ่าสิครับ! เศรษฐกิจไทยวันนี้ มีเรื่อง น่าคิดติดยิ่งกว่าตัวเลข GDP โตเท่าไร นั่นคือ อิสรภาพแห่งความคิด…ฉบับนักเศรษฐศาสตร์แนะรื้อโครงสร้าง ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ เมื่อเห็นตัวเลขตามหน้าสื่อช่วงนี้ ดูแล้วตัวเลขเศรษฐกิจ มันพิลึกกึกกือ ดัชนีตัวหนึ่งพุ่ง แต่อีกตัวกลับร่วง เหมือนคนขาซ้ายก้าวไปข้างหน้า แต่ขาขวาพยายามถอยหลังลงคลอง จนชาวบ้านร้านตลาดงงกันไปหมดว่าบ้านนี้เมืองนี้มันจะ “ฟื้น” หรือ “ฟุบ” กันแน่? ถามแม่ค้า ก็บอกว่า ขายของไม่ได้ ขณะที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัดออกสู่ระบบกว่าแสนล้านบาท
วันนี้ Finance newscenter ขอหยิบเอาความเห็นของ 3 “ขุนพลเศรษฐศาสตร์” มาขยี้ให้เห็นไส้ใน ว่าเราจะหาทางออกให้ไทยแลนด์แดนสไมล์ได้อย่างไร มาเริ่มกันที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดได้ เพราะดัชนีแต่ละชนิดจับภาพคนละมุม และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว”
นับเป็นการ “กระตุกหนวด” รัฐบาลด้วยความจริงที่เจ็บปวดว่า ดัชนีเศรษฐกิจไทยตอนนี้มัน ฉายภาพคนละทาง อย่างเช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคม 69พุ่งปรี๊ดถึง 54.2 ดูเหมือนจะดีที่สุดในรอบปี แต่พอหันไปดู ตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 69 กลับหดตัวลดลง 3% อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่แถว 60% ตามมาด้วยจีดีพีไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดในอาเซียน
ดร.พิพัฒน์ มองว่า ดัชนีแบบเดิมมันตามโลกใหม่ ไม่ทันแล้ว หากเรายังใช้ดัชนีชี้วัดแบบเดิม “นับชิ้น” เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย อย่างเช่น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ยอดผลิตดูดีแต่ “ไส้ใน” ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากนอกเกือบหมด มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงมือคนไทยจริงๆ มันเหลือเพียงนิดเดียว แนวโน้มอุตสาหกรรม “ผู้ชนะ” (กลุ่ม AI/Tech) ยังตัวเล็กเกินไป ขณะที่อุตสาหกรรม “ผู้แพ้” (รถยนต์น้ำมัน/ปิโตรเคมี) แม้จะหดตัวแต่ยังมีขนาดใหญ่จนกดทับภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมด
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ มือขาวของ ”เอกนิติ“ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคลัง มองอีกมุม เมื่อไทยเจอมรสุม “คลื่น 3 ระลอก” (พลังงานแพง-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อหด) จึงเสนอคาถา “3 ประสาน: ประคองวันนี้-เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้-ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้” แม้ดัชนีบางตัวจะดูแย่ แต่ ดร.สันติธาร ชี้ให้เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ยังมีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบ 13 ปี! โดดเด่นมากในกลุ่มอุตสาหกรรม AI และดิจิทัล ซึ่งไทยเราติด 1 ใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกสินค้ากลุ่ม AI สูงสุดในปี 68
ดร.ต้นสน สำทับอีกว่า ไทยต้องไม่เลือกข้างในสงครามเทคโนโลยี แต่ต้องทำตัวเป็น “Trusted Connector” เชื่อมต่อนักลงทุนทั่วโลกให้มั่นใจ ไม่ดูแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติ (BOI) แต่ต้องวัดที่ “มูลค่าเพิ่มในประเทศ” (Local Value-added) เกิดการสร้างงาน สร้างทักษะให้วิศวกรไทย และดึง SME เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ใหม่ได้จริงหรือไม่
ตามมาด้วย ดร.ดนุชา พิชยนันท์ แม่ทัพใหญ่แห่งสภาพัฒน์ เสนอแนะว่า ควร “รื้อ” โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย่ำอยู่กับที่มากว่า 40 ปี หลังจากไทยปรับโครงสร้างครั้งสุดท้ายตอนปี 2526 ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด จากนั้นยัง “กินบุญเก่า” มาตลอดต่อเนื่อง จนถึงยุคเทคโนโลยี จนมัน Disrupt ไปหมดแล้ว หากหวังให้จีดีพีพุ่งไปถึง 5% ทางเดียวคือต้อง “เพิ่มผลิตภาพแรงงาน” (Labour Productivity)** ผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขณะนี้มีน้อยมากเพียงแค่ 3% ของจีดีพีเท่านั้น
เลขาสภาพัฒน์ ย้ำหนักแน่นว่า รัฐบาลต้องดึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ อย่างเช่นการ “ดีไซน์ชิป” หรือแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเข้ามาผลิตในประเทศ การปรับระบบสวัสดิการฯ ให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะภาคเกษตรและสังคมสูงวัย กลุ่มเปราะบาง เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้ำมาฉุดรั้งการเติบโต
เมื่อฟังดูแล้ว ระดับนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส มองว่า ดัชนีทางเศรษฐกิจสะท้อนความจริงในยุคปัจจุบัน อย่างเช่น 1. MPI ต้องปรับปรุง ไม่ใช่นับแค่ “จำนวนหน่วย” แต่ต้องวัดที่ “คุณภาพและศักยภาพ” ของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหักลบส่วนแบ่งการนำเข้า (Import Content) ให้ชัดเจนว่าเหลือมูลค่าเพิ่มถึงคนไทยเท่าไหร่
2. การใช้ PMI ร่วมกับ SPI นอกจากดูดัชนีภาคผลิต (PMI) แล้ว ต้องให้ความสำคัญกับดัชนีผลผลิตภาคบริการ (SPI) เมื่อ ธปท. กำลังปรับปรุงให้ครอบคลุมถึงภาคก่อสร้างและการเงินยุคใหม่ เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจจริงที่เปลี่ยนจากภาคผลิตไปสู่ภาคบริการมากขึ้น
3. การเคลื่อนย้ายทรัพยากร ภาครัฐต้องกล้าปล่อยให้แรงงานและเงินทุนย้ายออกจาก “อุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้” ไปสู่ “อุตสาหกรรมใหม่” โดยประคอง SME ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้กลายเป็น “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ”
นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินง่ายๆ ว่า “ตัวเลขไหนถูก ตัวเลขไหนผิด” เพราะแต่ละดัชนีกำลังตอบคำถามคนละข้อ
PMI ถามว่า “กิจกรรมกำลังไปทางไหน?”
MPI ถามว่า “ผลิตได้มากน้อยเพียงใด?”
GDP ถามว่า “เศรษฐกิจสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าไร?”
เมื่อ “เศรษฐกิจใหม่” กำลังสร้างปัญหาให้ “วิธีวัดแบบเก่า” เมื่อของใหม่โต 30% แต่มีขนาดเล็ก แต่ของเก่าหด 5% แต่มีขนาดใหญ่ เมื่อเอาทั้งสองมารวมกัน ตัวเลขรวมจึงอาจยังติดลบ
จึงอย่าเร่งด่วนสรุปว่าการส่งออกกับ MPI ขัดกัน ดร.สันติธารไม่ได้รีบตีตราว่า “ตัวเลขผิด”
ตรงกันข้าม เขาชี้ว่าปัญหาอยู่ที่ “เครื่องชี้วัดอาจตามโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ทัน”
เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในธุรกิจใหม่ ระบบสำรวจเดิมอาจไม่สามารถจับกิจกรรมเหล่านั้นได้ทันที
“ส่งออกโต แต่ MPI ติดลบ แปลว่าประเทศไม่ได้ผลิตจริง” ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้
เพราะในโลกของ Supply Chain สมัยใหม่ สินค้าที่ส่งออกอาจมีชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมาก ขณะที่มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศไทยอาจมีสัดส่วนไม่สูงตามมูลค่าการส่งออก ดังนั้น “ส่งออกโต” ไม่ได้แปลว่า “คนไทยได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย”
โจทย์ใหญ่คือ Productivity เมื่อประเทศไทยอาจกำลังเถียงกันว่า “เครื่องวัดเสียหรือไม่” ขณะที่คนไข้จริงๆ คือ ผลิตภาพต่ำ จึงเริ่มมีข้อเสนอให้ไทยเปลี่ยนจาก “MPI แบบโรงงาน” ไปสู่ “Industrial Activity & Value-Added Dashboard” ไม่ใช่เปลี่ยนตัวเลขเดียวแล้วจบ แต่ต้องสร้างระบบเครื่องชี้หลายชั้น
ชั้นที่ 1 — PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ) ใช้เป็น “เรดาร์” PMI ควรใช้เป็นเครื่องชี้นำระยะสั้น เพราะ PMI เดือนกรกฎาคม 2569 ที่ 54.2 สะท้อนว่ากิจกรรมภาคการผลิตกำลังขยายตัว และอยู่เหนือระดับ 50 อย่างชัดเจน
ชั้นที่ 2 — MPI (ตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม )ต้อง “เปลี่ยนน้ำหนักเร็วขึ้น” ปัญหาสำคัญคือโครงสร้างน้ำหนักไม่ควรยึดติดกับอดีตนานเกินไป ควรมีระบบ Chain-weighted / Annual Re-weighting สำหรับอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดใหม่ เช่น
- Data Center
- Semiconductor
- Electronics
- AI Infrastructure
- Cloud Infrastructure
- Photonics
- EV และชิ้นส่วน
- Battery
- Renewable Energy Equipment
- Advanced Medical Devices
หากอุตสาหกรรมใดมีสัดส่วนกิจกรรม การลงทุน การจ้างงาน หรือมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควรได้รับน้ำหนักเร็วขึ้น ไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจเปลี่ยนไปหมดแล้วค่อยปรับฐาน
ชั้นที่ 3 — เพิ่ม “Domestic Value Added Index” นี่คือดัชนีที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะคำถามไม่ควรจบที่ หากโรงงานแห่งหนึ่งส่งออกสินค้า 100 บาท แต่ต้องนำเข้าส่วนประกอบ 80 บาท มูลค่าการส่งออกคือ 100 บาท แต่เงินที่เหลืออยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยจากกิจกรรมนั้นแทบไม่ไม่ได้อะไร
ชั้นที่ 4 — เพิ่ม “Jobs & Productivity” GDP ที่ดีต้องไม่ใช่เพียง GDP ที่โต
แต่ต้องตอบว่า โตแล้วคนไทยได้อะไร? เครื่องชี้คู่กับ MPI อย่างน้อย 4 ตัว
ผลผลิต + มูลค่าเพิ่ม + การจ้างงาน + ผลิตภาพ เพราะหากโรงงานผลิตเพิ่ม แต่ใช้เครื่องจักรและชิ้นส่วนนำเข้าเกือบทั้งหมด และไม่ได้สร้างงานหรือทักษะให้คนไทยมากขึ้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจย่อมแตกต่างจากการผลิตที่สร้าง Supply Chain ภายในประเทศ
เมื่อแก้นโยบายถูก ประเทศไทยจึงมีโอกาสเปลี่ยนจาก “ผู้ตามการเปลี่ยนแปลง” เป็น “ผู้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง” ทางออกจึงไม่ใช่ “พยุงของเก่า” แต่ต้องเปิดทางให้ของใหม่
ข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามคน จึงมาบรรจบกัน และสามความคิดนี้จึงไม่ได้ขัดกันเสียทีเดียว
ดร.พิพัฒน์ บอกว่า เราต้องมองให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม และเปิดทางให้ทุน แรงงาน และทรัพยากรเคลื่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีอนาคต
ดร.สันติธาร ชี้ว่า การลงทุนใหม่และการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมอาจทำให้ตัวเลขเดิมดูขัดแย้งกัน จึงต้องปรับระบบข้อมูลให้ทันความจริง
ดร.ดนุชา เตือนว่า ต่อให้ปรับวิธีวัดแล้ว ประเทศไทยยังต้องแก้โจทย์ Productivity และโครงสร้างเศรษฐกิจให้ได้
แต่เป็น สามชั้นของโจทย์เดียวกัน
พิพัฒน์ — ต้องมองให้เห็นเศรษฐกิจใหม่
สันติธาร — ต้องปรับเครื่องมือวัดให้ทันการเปลี่ยนผ่าน
ดนุชา — ต้องเพิ่มผลิตภาพเพื่อให้เศรษฐกิจใหม่สร้างประโยชน์จริง
สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญจึงไม่ใช่เพียง “เศรษฐกิจโตต่ำ” แต่เป็น การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเก่าไปสู่เศรษฐกิจใหม่ “จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจใหม่กำลังโต สร้างมูลค่าเพิ่ม งาน ทักษะ เทคโนโลยี และรายได้ให้คนไทยมากที่สุด?” ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา ตรงไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ แต่มีปัญหาว่า เครื่องยนต์ใหม่ยังเล็ก เครื่องยนต์เก่ายังใหญ่ และระบบวัดยังตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ทางออกจึงไม่ใช่เลือกเชื่อ PMI หรือ MPI แต่คือ สร้างระบบวัดเศรษฐกิจที่มองเห็นทั้ง “วันนี้–พรุ่งนี้–และคุณค่า ตกอยู่กับประเทศไทย”.- ปรีชา มีชำนาญ